‘Agentic AI’ พนักงานตัวตึงแห่งปี : ช่วยทำงานเก่ง ไม่ใช่แค่ ‘เสร็จ’ แต่ต้อง ‘สำเร็จ’
‘Agentic AI’ พนักงานตัวตึงแห่งปี : ช่วยทำงานเก่ง ไม่ใช่แค่ ‘เสร็จ’ แต่ต้อง ‘สำเร็จ’
Business
4 นาที
11 ก.พ. 2025
แชร์
Table of contents
Agentic AI ไม่ได้ช่วยทำงานแค่ ‘เสร็จ’ แต่จะทำให้ ‘สำเร็จ’ ด้วย
ในขณะที่ Generative AI เน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์ การหาไอเดียใหม่ ๆ แต่ฝั่ง Agentic AI จะเน้นไปที่การลงมือทำเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับเรา ที่ไม่ใช่แค่การเรียกผลลัพธ์ตามที่เรารีเควส แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจ ดำเนินการส่วนต่าง ๆ ที่อาจดูซับซ้อน และปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วย
โดยพื้นฐานแล้ว Agentic AI จะเหมือนเป็นพนักงานคนหนึ่ง ที่สามารถเรียนรู้ และตัดสินใจได้ด้วยตัวเองเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ใช้งานระบุไว้ ซึ่งคล้ายกับการมีผู้ช่วยเสมือนจริงที่สามารถคิด ไตร่ตรอง และปรับตัวให้เข้ากับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่าน “กระบวนการของ Agentic AI”
4 กระบวนการของ Agentic AI และเครื่องมือแนะนำ
1. Perceive: รวบรวมข้อมูล
รวบรวม และประมวลผลข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้องาน/สภาพแวดล้อมนั้น ๆ เช่น databases และ digital interfaces
2. Reason: วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อระบุว่าใช้เพื่ออะไร
ตัว large language model (LLM) จะทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ประสานงานที่ช่วยให้เข้าใจเหตุผลของงาน สร้างโซลูชัน เช่น การสร้างเนื้อหา การประมวลผลภาพ หรือระบบคำแนะนำ
3. Act: เลือกสิ่งที่จะทำโดยพิจารณาจากเหตุผล
ตัว Agentic AI จะเริ่มทำงานตามแผนที่กำหนดไว้ แต่ก็จะยังมีกรอบการทำงานที่ช่วยกำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่พนักงานคนนี้ทำได้และไม่ได้ เช่น เราอาจจะให้พนักงานคนนี้อนุมัติเอกสารถึงจำนวนหนึ่ง แต่พอปริมาณเริ่มมากขึ้น หรือมีหัวข้อที่ละเอียดอ่อนก็จะยกเคสต่อให้กับมนุษย์ เป็นคนจัดการแทน
4. Learn: ปรับปรุง และปรับตัวผ่านประสบการณ์
Agentic AI จะปรับปรุง และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องผ่าน “data flywheel” ซึ่งข้อมูลที่สร้างขึ้นมาจากการโต้ตอบนี้จะถูกป้อนเข้าสู่ระบบเพื่อปรับปรุงโมเดลต่อไป และพนักงานคนนี้จะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนกลายเป็น Talent ทรงพลังอีกคนที่จะช่วยให้ธุรกิจขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น!
✅ AutoGPT → AI อัจฉริยะที่ทำงานอัตโนมัติได้เอง บ้างก็ว่าสกิลการทำงานเหมือนมีหัวหน้ามาทำงานให้
✅ BabyAGI → AI Agent สำหรับบริหารจัดการ Task
✅ SuperAGI → ใช้สร้าง AI Agents หลายตัวที่ทำงานร่วมกัน
✅ OpenAI’s Function Calling API → ใช้ทำให้ AI เรียกใช้คำสั่งและ API ได้เอง
Generative AI VS. Agentic AI ความเหมือนที่ต่างกัน
วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะแยกสองสิ่งนี้ คือฟังก์ชันหลักที่ทั้งสองตัวนี้มี โดย Generative AI จะหมายถึงการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ในขณะที่ Agentic AI คือการทำให้งานอย่างที่เฉพาะเจาะจงมาก ๆ สำเร็จขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องพึ่งคำสั่งของมนุษย์ตลอดเวลา
เรียกว่าอันนึง ‘Creates’ ส่วนอีกอัน ‘Act’ นั่นเอง
จะสังเกตว่า Generative AI จะไม่ได้ปรับตัวตามสถานการณ์ ตามโลกอยู่ตลอดเวลา แต่จะทำงานบนคำสั่ง ข้อมูลที่เราป้อนเข้าไปให้เฉย ๆ และให้คำตอบบางอย่างกับเรากลับมา กลับกันในฝั่งของ Agentic AI จะประมวลผลข้อมูลใหม่ตลอดเวลา เรียนรู้จากสภาพแวดล้อม และปรับวิธีการจัดการต่อหลังจากการเรียนรู้นั้นเลย
ความแตกต่างอีกอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือวัตถุประสงค์ในการทำงาน อย่าง Generative AI จะทำงานในกรอบที่แคบกว่า เช่น การสร้างข้อความหนึ่งย่อหน้า, ช่วยแปลภาษา เป็นต้น ในขณะที่ Agentic AI จะมีการวางแผน และตั้งเป้าหมายการทำงานเองด้วย เพื่อดูว่าวิธีไหนจะนำไปสู่เหตุและผลที่ตั้งเอาไว้ได้ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า อีกหนึ่ง AI อย่าง ‘DeepSeek’ จะมีส่วนกับการเติบโตของ Agentic AI ด้วย
DeepSeek คือบริษัทสตาร์ทอัพของจีน เป็นโมเดลที่เน้นการใช้งานในหลากหลายภาษา ในบทความจากเว็บไซต์ marketingoops ระบุว่า “DeepSeek R1 คือโมเดล LLM รุ่นใหม่ล่าสุดจาก DeepSeek ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถในการ ‘วิเคราะห์เชิงเหตุผล’ และการ ‘แก้ปัญหาที่ซับซ้อน’ ได้สามารถคิดวิเคราะห์และแก้โจทย์ยากๆ ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน” ฉะนั้น Agentic AI เองก็มีการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อการเรียนรู้ คาดการณ์ การตัดสินใจ และดำเนินการเองด้วย
เปิดผลงาน Agentic AI คนนี้ทำอะไรได้บ้าง?
⭐Customer Service
Agentic AI จะเข้ามาช่วยปรับปรุงประสบการณ์ในการดูแลลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นได้ สามารถตอบโต้ ให้การช่วยเหลือลูกค้าได้แบบเรียลไทม์มากขึ้น ช่วยตอบคำถามลูกค้าเวลาโทร หรือทักเข้ามาได้ไวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่อาจจะมีการติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก
⭐Software Engineering
Agentic AI จะเข้ามาเขียนโค้ดซ้ำ ๆ ให้ได้อัตโนมัติ โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ตัว AI จะเข้ามาช่วยเรื่องเวลาทำงานได้มากถึง 30% ซึ่งจะทำให้เหล่า developers มีเวลาไปพัฒนาโค้ดที่ซับซ้อนได้มากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้มากกว่าที่เคย
⭐Healthcare
ในวงการการแพทย์เอง Agentic AI ก็สามารถเข้ามาช่วยซัพพอร์ตได้เช่นเดียวกัน เช่น เข้ามากรองข้อมูลสำคัญของผู้ป่วย เพื่อช่วยให้แพทย์วินิจฉัยในการดูแลผู้ป่วยได้ดีขึ้น และยังสามารถซัพพอร์ตได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาตามใบสั่งแพทย์ การกำหนดเวลานัดหมายและการเตือน เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยปฏิบัติตามแผนการรักษาได้ดีมากขึ้น
⭐E-Commerce
Agentic AI สามารถเข้ามาช่วยได้ตั้งแต่การคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ การจัดคลังสินค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพร้านค้าปลีก ยกตัวอย่างเช่น สามารถช่วยผู้ขายสร้างแปลนการจัดแสดงสินค้าที่ช่วยส่งเสริมการขายตามฤดูกาลได้, ช่วยวางแผนชั้นวางสินค้าให้เปลี่ยนไปตามเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคได้
ความสามารถทั้งหมดที่มีของ Agentic AI ในตอนนี้ จะกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ที่น่าจับตา แม้การเข้าถึงจะไม่ง่ายอย่าง Generative AI อย่าง ChatGPT ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้แต่เชื่อว่าในหลาย ๆ องค์กรจะต้องมีการนำไปปรับใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่น และความคล่องตัวมากขึ้น และอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญ คือจะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มเวลาเรียนรู้สิ่งใหม่ให้กับคนทำงานได้มากขึ้นเพื่อปิดช่องว่างทางทักษะ (Skill gap) ที่มีการคาดการณ์ว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ภายในองค์กรยุคดิจิทัลอย่างแน่นอน
ติดต่อ ext.arisara.jit@truedigital.com
——
Sources:
www.marketingoops.com
blogs.nvidia.com
www.forbes.com
www.fastcompany.com