ทำให้คนเก่งขึ้นในยุค AI ลองใช้ 'Reverse Mentoring' แนวทางพี่เลี้ยงแบบกลับด้าน

ทำให้คนเก่งขึ้นในยุค AI ลองใช้ 'Reverse Mentoring' แนวทางพี่เลี้ยงแบบกลับด้าน

Business

4 นาที

23 ม.ค. 2025

แชร์

AI ถูกคาดการณ์ว่าจะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่ายุคของไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ โดย McKinsey บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกประเมินว่า ภายในปี 2030 AI จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมกับที่ 70% ของบริษัททั่วโลกจะนำ AI มาใช้ในองค์กร สถานการณ์นี้สร้างแรงกดดันมหาศาลให้องค์กรต้องเร่งปรับตัวเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง

ท่ามกลางสนามรบ AI นี้ คำถามสำคัญของเหล่าผู้นำองค์กรคือ เราจะ ‘สร้างทีมที่เก่ง’ จากคนทุกเจเนอเรชั่นได้อย่างไร ?
Henry Ford ผู้ก่อตั้ง Ford Motor Company เคยกล่าวว่า “การมาด้วยกันคือการเริ่มต้น การยืนหยัดด้วยกันคือการเดินไปข้างหน้า และการทำงานร่วมกันคือความสำเร็จ” (“Coming together is a beginning, staying together is progress, and working together is success.”)
ดังนั้นการที่องค์กรจะเดินไปข้างหน้าต่อได้ ก็ต้องมีทีมงานที่พร้อมจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน ซึ่งการสร้างสุดยอดทีมในยุค AI ก็มีสิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน และปรับเพิ่มมากมาย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่หลาย ๆ องค์กรใช้กัน คือการทำ Reverse Mentoring หรือการทำพี่เลี้ยงแบบกลับด้านนั่นเอง

พลิกมุมมองการให้คำแนะนำ เป็นแบบ ‘Reverse Mentoring’

Reverse Mentoring คือการเป็นพี่เลี้ยงกลับด้าน เป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ต่างช่วงวัยได้มาพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้กัน โดยจะเป็นแบบเด็กแนะนำผู้ใหญ่ควบคู่ไปกับวัฒนธรรมแบบเดิมที่ผู้ใหญ่จะให้คำแนะนำเด็ก ๆ อาจจะเริ่มง่าย ๆ ด้วยการจับคู่จูเนียร์กับซีเนียร์เพื่อแลกเปลี่ยนกันเรื่องการใช้เครื่องมือ AI ใหม่ในการทำงาน, เปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญการใช้ AI มา Knowledge Sharing ให้กับพี่ ๆ ได้ฟัง เป็นต้น

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเด็ก Gen Z คือกลุ่มเด็กที่โตมากับดิจิทัล เป็นพี่เลี้ยงคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ดังนั้นแทนที่จะให้หัวหน้างานหรือซีเนียร์บางคนไปเข้าโปรแกรมฝึกอบรมที่ใช้เวลา นั่งเรียนคนเดียวเหงา ๆ การให้คำปรึกษาแบบกลับด้านนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทักษะด้านดิจิทัลให้กับพนักงานได้ดีกว่า

นอกจากนี้ การทำ Reverse Mentoring ยังช่วยพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำในพนักงานรุ่นใหม่ได้อีกด้วย ช่วยให้การทำงานเป็นทีมเกิดการแลกเปลี่ยนมากขึ้น เกิด Open Communication มากขึ้นด้วยนั่นเอง

www.linkedin.com/pulse/reverse-mentoring-mavarine-du-marie-xcwqe/

ทั้งนี้ การจะทำให้คนเก่งขึ้นในยุค AI แค่ Reverse Mentoring ก็อาจไม่เพียงพอ แต่ยังต้องประกอบไปด้วยการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ด้วย อาทิ

สร้างวัฒนธรรมของความอยากรู้อยากเห็น และเป็นนักเรียนรู้ Lifelong Learning

เป็นเรื่องน่าปวดหัวมากที่ทุกวันนี้มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้เต็มไปหมด และในฐานะผู้นำทีมคงไม่สามารถป้อนทุกข้อมูลให้กับทุกคนได้ครบ ดังนั้นการสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้น ก็จะช่วยให้คนทำงานเข้าถึงข้อมูล และอัปเดตเทรนด์ใหม่ ๆ และนำมาปรับใช้กับงานได้ไวกว่าการรอการสื่อสารทางเดียว

โดยเฉพาะทุกวันนี้ก็มีคอร์สเรียนออนไลน์มากมายจากสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Harvard, Stanford และ MIT ที่สอนเกี่ยวกับเรื่อง AI และเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงที่ True Digital Academy เองก็มีคอร์สเรียน Workshop และ Booth camp รวมถึง Talk Sessions เกี่ยวกับเรื่อง AI และ Big Data ออกมาต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของคนทำงานยุคนี้ จากรายงานของ World Economic Forum 2025

มองความล้มเหลวให้เป็นเรื่องของประสบการณ์ พร้อมสร้าง Winning Mindset

การทำงานเป็นทีมที่ดีในยุค AI เรื่องหนึ่งที่ยังต้องระลึกไว้เสมอ คือ AI ไม่ใช่ว่าจะไม่ผิดพลาด พยายามเข้าใจว่าความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้และเป็นตัวเร่งการเติบโตของทีมได้ด้วยเช่นเดียวกัน

แม้ว่าวันนี้จะมีคนบอกว่าเครื่องมือ AI ใช้แบบนี้แล้วดีมาก แต่ก็ไม่ใช่เครื่องการันตีว่าทีมของเราเอามาใช้แล้วจะเวิร์ค หรือแม้แต่ในทีมกัน ใช้เครื่องมือตัวเดียวกันก็ใช่ว่าจะออกมาเป็นผลลัพธ์ที่เหมือนกัน ดังนั้นผู้นำจะต้องทำให้ทีมรู้สึกไม่ยอมแพ้เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค เพราะในโลก AI มักมีความท้าทายที่คาดไม่ถึงเสมอ

และอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือการปลูกฝัง ‘Winning Mindset’ ยกตัวอย่าง สตีฟ จ็อบส์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่ปลูกฝังทีมอยู่เสมอว่าพวกเขาทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ เขามักจะกำหนดเดดไลน์และเป้าหมายที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่ทีมของเขากลับพบวิธีที่จะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ได้เสมอเช่นกัน

สุดท้ายคนจะเก่ง ทีมจะเลิศได้ ต้องประกอบด้วย 5 เรื่องสำคัญ

⭐ ทีมมีเป้าหมายร่วมกัน รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร และทำไปเพื่ออะไร
⭐ ทีมทุกคนมีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง ไปพร้อมกับการเชื่อใจทีม
⭐ ทีมกล้าสื่อสาร แสดงความคิดเห็นกัน แบบ Open communication
⭐ ทีมเคารพมุมมองของกันและกัน ต่างเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กันและกัน
⭐ ทีมมีความหลากหลาย มีคนหลากแบบ หลากไอเดียความคิด

ทั้ง 5 ข้อเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เชื่อว่าหลายคงจะพอจินตนาการออกเมื่อเราพูดถึงทีมงานที่ดี แต่แค่คุณลักษณะดังกล่าว ก็อาจไม่เพียงพอในยุค AI ที่คลื่นการเปลี่ยนแปลงซัดเร็วจนตั้งรับไม่ทัน ดังนั้นการพัฒนาที่ว่าจึงจำเป็นและสำคัญมากในยุคนี้

สุดท้ายต้องไม่ลืมว่าการแลกเปลี่ยนความรู้กันนั้นสำคัญ เก๋าเกมไม่ได้แปลว่าจะเก๋าในทุกเกม ผู้เล่นใหม่ ก็อาจจะช่วยทำให้เราเข้าใจอัปเดตใหม่ ๆ ได้ดีกว่า ดังนั้นการทำ Reverse Mentoring จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่น่าสนใจสำหรับองค์กรที่อยากให้ทีมที่มีหลากหลายเจเนอเรชั่น ได้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน


📌 สนใจ Corporate In-House Training ยกระดับทักษะองค์กรด้วย AI-People Enablement Solutions 
ติดต่อ [email protected]
หรือโทร 082-297-9915 (คุณโรส)


Sources:
upwork.com/resources/how-to-build-a-successful-team
forbes.com/sites/jackkelly/2024/06/18/how-reverse-mentoring-bridges-generational-and-cultural-divides-in-the-workplace/
guider-ai.com/blog/reverse-mentoring-guide/